ย้อนดูราคา นาฬิกา Rolex 5 ปีหลัง มูลค่าเพิ่มแค่ไหน ปีนี้น่าลงทุนอยู่ไหม

ย้อนดูราคา นาฬิกา Rolex 5 ปีหลัง มูลค่าเพิ่มแค่ไหน ปีนี้น่าลงทุนอยู่ไหม

ช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา นาฬิกา Rolex ไม่ได้เป็นแค่ของหรูสำหรับใส่เสริมภาพลักษณ์อีกต่อไป แต่เริ่มถูกพูดถึงในฐานะ สินทรัพย์ที่มีมูลค่าเพิ่มขึ้นจริง โดยเฉพาะในตลาดรองที่ราคาของหลายรุ่นขยับสูงกว่าราคาป้ายอย่างชัดเจน สาเหตุสำคัญมาจากความต้องการซื้อที่เพิ่มขึ้นต่อเนื่อง ในขณะที่จำนวนการผลิตยังคงจำกัด ทำให้เกิดภาวะของขาดตลาดในหลายช่วงเวลา บทความนี้จะพาคุณ ย้อนดูราคานาฬิกา Rolex 5 ปีหลังสุด มูลค่าเพิ่มขึ้นแค่ไหน? ปี 2026 ยังน่าลงทุนอยู่ไหม

อย่างที่บอกว่าถ้าเราย้อนดูตลาดนาฬิกา Rolex ในช่วง 5–8 ปีที่ผ่านมา จะพบว่าไม่ได้เป็นแค่สินค้า Luxury อีกต่อไป แต่เริ่มถูกมองเป็นสินทรัพย์มากขึ้นอย่างชัดเจน เพราะราคาของหลายรุ่นในตลาดรอง (Resale Market) เติบโตเร็วกว่าราคา Retail โดยเฉพาะรุ่นยอดนิยมอย่าง Daytona ที่ราคาตลาดในปี 2026 ยังคงอยู่ราว 25,000–28,000 ดอลลาร์ ทั้งที่ราคาป้ายเดิมอยู่ประมาณ 14,800 ดอลลาร์เท่านั้น 

สิ่งนี้สะท้อนให้เห็นว่า Rolex ไม่ได้ถูกขับเคลื่อนด้วยต้นทุนการผลิต แต่ขับเคลื่อนด้วย ความต้องการของตลาด (Demand) ซึ่งในหลายครั้งสูงกว่ากำลังการผลิต ทำให้ราคาสามารถปรับตัวขึ้นได้ต่อเนื่อง และกลายเป็นหนึ่งในสินทรัพย์ที่ถูกพูดถึงมากที่สุดในยุคหลังโควิดครับ

ถ้าลองสังเกตสินทรัพย์รอบตัวเราในช่วง 5 ปีที่ผ่านมา จะพบว่ามีไม่กี่อย่างที่ทั้งใช้ได้จริง และมูลค่าเพิ่มขึ้น ไปพร้อมกัน และหนึ่งในนั้นคือ นาฬิกา Rolex ซึ่งหากเราพูดถึงแค่นาฬิกภาพแรกที่หลายคนนึกถึงมักใช้สำหรับดูเวลา แต่เมื่อเปลี่ยนบริบทมาเป็นนาฬิกาหรูหรือนาฬิกาแบรนด์เนม ความหมายก็ขยายออกไปมากกว่านั้น โดยเฉพาะแบรนด์อย่าง Rolex ที่ไม่ได้เป็นเพียงเครื่องประดับ แต่เป็นสัญลักษณ์ของความสำเร็จ ความภูมิฐาน และสถานะทางสังคมของผู้สวมใส่

อย่างไรก็ตาม สิ่งที่ทำให้ Rolex แตกต่างจากนาฬิกาทั่วไปอย่างแท้จริง ไม่ใช่แค่เรื่องภาพลักษณ์ แต่คือมูลค่าทางการเงินที่อยู่เบื้องหลัง โดยเฉพาะในฐานะสินทรัพย์ที่สามารถเปลี่ยนเป็นเงินสดได้ง่ายในตลาดรอง (Secondary Market) ซึ่งเป็นตลาดซื้อ–ขายต่อจากเจ้าของเดิม และมีการซื้อขายจริงเกิดขึ้นอย่างต่อเนื่องทั่วโลก

ในมุมของการลงทุน Rolex ถือเป็นหนึ่งในแบรนด์ที่ถูกยกให้เป็น Appreciating Asset หรือสินทรัพย์ที่มีแนวโน้มเพิ่มมูลค่าในระยะยาว จากปัจจัยสำคัญอย่างการควบคุมการผลิต และความต้องการที่สูงอย่างต่อเนื่องในตลาด ขณะเดียวกันในเชิงเศรษฐศาสตร์ยังจัดอยู่ในกลุ่ม Collectible Asset ที่มีสภาพคล่องสูง เพราะสามารถซื้อขายต่อ อย่างเช่นแพลตฟอร์มระดับโลกอย่าง Chrono24 ซึ่งสะท้อนราคาที่คนยอมจ่ายจริง ไม่ใช่เพียงราคาป้ายหน้าร้าน

นาฬิกา Rolex แพลตฟอร์มระดับโลกอย่าง Chrono24 ซึ่งสะท้อนราคาที่คนยอมจ่ายจริง ไม่ใช่เพียงราคาป้ายหน้าร้าน
นาฬิกา Rolex แพลตฟอร์มระดับโลกอย่าง Chrono24 ซึ่งสะท้อนราคาที่คนยอมจ่ายจริง ไม่ใช่เพียงราคาป้ายหน้าร้าน

และเหตุผลสำคัญที่ทำให้ Rolex เป็นหนึ่งในสินทรัพย์ที่คนต้องการไม่ได้อยู่แค่ชื่อแบรนด์ แต่คือโครงสร้างของตลาดที่ ความต้องการ (Demand) สูงกว่าการผลิต (Supply) อย่างต่อเนื่องและอีกทั้ง Rolex เป็นแบรนด์ที่ควบคุมกำลังการผลิตอย่างเข้มงวด ทำให้เกิดสถานการณ์ที่บางรุ่นต้องรอคิวซื้อในช้อป (Waitlist) หลายปี

เมื่อของในตลาดใหม่มีจำกัด คนจึงหันไปซื้อในตลาดรอง (Resale Market) และตรงนี้เองที่ทำให้ราคานาฬิกาบางรุ่น พุ่งเกินราคาป้าย และกลายเป็นสินทรัพย์ที่มีมูลค่าเพิ่มขึ้นจริง ยิ่งในช่วงก่อน–หลังโควิด (ประมาณปี 2018–2022) ที่เงินเฟ้อสูงขึ้นทั่วโลก นักลงทุนจำนวนมากเริ่มมองหาสินทรัพย์ทางเลือก ทำให้นาฬิกาหรูกลายเป็นหนึ่งในตัวเลือกหลัก

แต่ก็ต้องบอกว่าไม่ใช่ Rolex ทุกเรือนจะมีมูลค่าเพิ่มขึ้น แต่รุ่นที่มี Demand ต่อเนื่อง มีการซื้อขายจริงในตลาด และได้รับความนิยมในระดับสากล จะสามารถสะท้อนมูลค่าทางการเงินได้อย่างชัดเจน และนี่คือจุดเริ่มต้นของคำถามสำคัญว่า ถ้าเราย้อนดูราคา Rolex ในช่วง 5–8 ปีที่ผ่านมา มูลค่าของมันเพิ่มขึ้นจริงแค่ไหน?

บทความนี้จะพาคุณไปดูคำตอบแบบชัด ๆ โดยเลือก Rolex รุ่นยอดนิยมมา 3 รุ่น เพื่อให้เห็นภาพว่า Rolex ยังเป็นสินทรัพย์ที่น่าลงทุนอยู่จริงหรือไม่ในปี 2026 นี้ครับ 

ก่อนอื่นเราย้อนดูราคาของ นาฬิกา Rolex ในช่วงปี 2018 ถึง 2026 ผ่านการวิเคราะห์แบบ Backtest หรือการนำข้อมูลราคาในอดีตมาเรียงตามช่วงเวลา เพื่อดูว่าหากคุณตัดสินใจซื้อในวันนั้น และถือมาจนถึงวันนี้ มูลค่าของนาฬิกาจะเพิ่มขึ้นมากน้อยแค่ไหน

โดยข้อมูลที่ใช้จะอ้างอิงจากราคาตลาดรอง (Secondary Market) ทั้งจาก WatchCharts (Market Index & Historical Data) และ Chrono24 (Global & Thailand Listings) ซึ่งเป็นราคาที่มีการซื้อขายจริงในตลาด ไม่ใช่เพียงราคาป้ายหน้าร้าน เพื่อสะท้อนมูลค่าที่แท้จริงของ Rolex ในแต่ละช่วงเวลา และช่วยให้เห็นภาพชัดเจนมากขึ้นว่า รุ่นไหนมีการเติบโตโดดเด่น รุ่นไหนราคานิ่ง หรือรุ่นไหนได้รับผลกระทบจากการปรับฐานของตลาด

การวิเคราะห์แบบ Backtest นี้จึงไม่ใช่แค่การดูตัวเลขย้อนหลัง แต่เป็นการทำความเข้าใจพฤติกรรมของตลาดนาฬิกาหรูในระยะยาว และช่วยตอบคำถามสำคัญได้ว่า ในช่วงหลายปีที่ผ่านมา Rolex เป็นสินทรัพย์ที่สามารถสร้างผลตอบแทน และมีโอกาสชนะเงินเฟ้อได้จริงหรือไม่ครับ

เพื่อให้เห็นภาพการเติบโตของ นาฬิกา Rolex ได้ชัดเจนมากขึ้น บทความนี้จะเลือกวิเคราะห์ผ่าน 3 รุ่นยอดนิยม ได้แก่ Daytona Green Dial (Ref. 116508), Daytona White Dial (Ref. 116500LN) และ Day-Date Olive Green (Ref. 228235) ซึ่งถือเป็นตัวแทนของ Rolex ในแต่ละกลุ่มอย่างชัดเจน

โดย Daytona White Dial เป็นรุ่นสเตนเลสที่ได้รับความนิยมสูงสุดในตลาด มีสภาพคล่องดี และถูกมองว่าเป็น “ตัวชี้วัดราคาตลาด” ของ Rolex ในกลุ่ม Sport Model ขณะที่ Daytona Green Dial เป็นรุ่นทองคำที่โดดเด่นในแง่การเติบโตของราคา และเป็นหนึ่งในรุ่นที่ราคาปรับตัวขึ้นแรงที่สุดในช่วงหลายปีที่ผ่านมา ส่วน Day-Date Olive Green จะเป็นตัวแทนของกลุ่ม Luxury ที่เน้นความมั่นคงของราคา และสะท้อนพฤติกรรมของตลาดในกลุ่มผู้ซื้อระดับ High Net Worth

การเลือกทั้ง 3 รุ่นนี้จึงช่วยให้เห็นภาพครบทั้งรุ่นยอดนิยม รุ่นที่ราคาพุ่งแรง และรุ่นที่เติบโตแบบมั่นคงทำให้สามารถเปรียบเทียบแนวโน้มของตลาด Rolex ได้อย่างรอบด้านมากขึ้นครับ

1. นาฬิกา Rolex Daytona White Dial (Ref. 116500LN)

Rolex Daytona White Dial หรือที่หลายคนเรียกกันว่า Panda Dial ถือเป็นหนึ่งในนาฬิกาที่ได้รับความนิยมสูงที่สุดของ Rolex ในช่วงทศวรรษที่ผ่านมา ด้วยดีไซน์หน้าปัดขาวตัดดำที่เป็นเอกลักษณ์ ทำให้รุ่นนี้กลายเป็นทั้งไอคอนของสาย Sport และเป็นเรือนที่นักสะสมทั่วโลกต้องการครอบครอง

เปรียบเทียบราคา นาฬิกา Rolex Daytona White Dial (Ref. 116500LN) ปี 2018 กับ 2026
เปรียบเทียบราคา นาฬิกา Rolex Daytona White Dial (Ref. 116500LN) ปี 2018 กับ 2026

จุดเด่นสำคัญของรุ่นนี้ไม่ใช่แค่ดีไซน์ แต่คือ ความต้องการในตลาดที่สูงมาก เมื่อเทียบกับจำนวนการผลิต ทำให้เกิดปรากฏการณ์ Waitlist ยาวในช้อป และราคาตลาดรองที่สูงกว่าราคาป้ายอย่างต่อเนื่อง

ด้วยเหตุนี้ Daytona White Dial จึงมักถูกใช้เป็นตัวแทนของตลาด Rolex เพราะมีทั้งสภาพคล่องสูง ซื้อขายง่าย และสะท้อนทิศทางของราคานาฬิกา Rolex ได้อย่างชัดเจนที่สุด

ปี 2018

ในปี 2018 Daytona White Dial เริ่มแสดงให้เห็นชัดว่าไม่ได้เป็นเพียงนาฬิกาที่คนอยากได้จากช้อป แต่เริ่มกลายเป็นสินค้าที่มีราคาตลาดรองแข็งแรงแล้ว โดย Monochrome อธิบายว่าในช่วงก่อนหน้ารุ่นนี้มีราคาป้ายประมาณ 13,500 ดอลลาร์ และต่อมาราคาตลาดรองขยับขึ้นแรงจนเกิดภาวะที่เรียกว่า premium over retail หรือพูดง่าย ๆ ว่าราคาขายต่อแพงกว่าราคาช้อปอย่างชัดเจนครับ

ถ้าอธิบายแบบภาษาคนทั่วไปคือ คนที่ซื้อจากช้อปในราคาป้าย เริ่มมีโอกาสขายต่อได้แพงกว่าราคาที่ซื้อมาแล้ว นั่นเป็นสัญญาณสำคัญว่ารุ่นนี้กำลังเข้าสู่ตลาดนักสะสมจริง ไม่ใช่แค่นาฬิกาใส่ทั่วไป สำหรับการคำนวณคร่าว ๆ ถ้าใช้ฐานราคาตลาดรองประมาณ 20,000 ดอลลาร์ในช่วงนั้น และแปลงด้วยอัตราเฉลี่ยปี 2018 ที่ราว 32.338 บาทต่อดอลลาร์ ราคาจะอยู่ประมาณ 646,760 บาท

ปี 2019

พอเข้าสู่ปี 2019 ราคาของ Daytona White Dial ยังเดินหน้าขึ้นต่อ และสิ่งที่สำคัญกว่าตัวเลขราคา คือพฤติกรรมของตลาดเริ่มชัดขึ้นมาก รุ่นนี้ไม่ได้แค่แพงขึ้นแบบชั่วคราว แต่เริ่มถูกมองว่าเป็นเรือนที่ถ้าหาซื้อจากช้อปไม่ได้ คนก็ยอมไปซื้อในตลาดรองแทนในราคาที่สูงกว่าเดิม Monochrome ระบุชัดว่าช่วงปลายปี 2019 รุ่นนี้ไม่ได้มีแค่ premium เหนือราคาป้ายธรรมดา แต่เป็นระดับที่เกิน 100% แล้วในบางช่วง หมายความว่าราคาขายต่อสูงกว่าราคาป้ายเกินเท่าตัว

ถ้าพูดเป็นภาษาง่าย ๆ ก็คือ สมมติช้อปขาย 4 แสนกว่าบาท แต่ตลาดยอมซื้อขายกันจริงในระดับเกือบ 7 แสนถึงมากกว่านั้น จุดนี้เองที่ทำให้ Daytona เริ่มมีภาพลักษณ์เป็น สินทรัพย์ที่ถือแล้วไม่หลุดราคา มากขึ้น หากประเมินราคาตลาดรองไว้ประมาณ 22,000 ดอลลาร์ และใช้อัตราเฉลี่ยปี 2019 ของธนาคารแห่งประเทศไทยที่ 31.05 บาทต่อดอลลาร์ จะเท่ากับประมาณ 683,100 บาท คิดเป็นการเติบโตประมาณ +5.6% YoY (Year on Year)

ปี 2020

ปี 2020 เป็นปีที่หลายตลาดทั่วโลกผันผวนจากโควิด แต่สำหรับตลาดนาฬิกาหรู โดยเฉพาะ Rolex กลับไม่ได้อ่อนแรงลงแบบที่หลายคนคิด ตรงกันข้ามตลาดเริ่มมีแรงซื้อจากคนที่มองหาสินทรัพย์ทางเลือกมากขึ้น และ Daytona ก็เป็นหนึ่งในรุ่นที่ได้ประโยชน์จากกระแสนี้ เพราะเป็นรุ่นที่รู้จักกันทั่วโลกและมีสภาพคล่องสูงอยู่แล้ว 

ถ้าอธิบายแบบง่ายที่สุด ปีนี้คือปีที่ตลาดเริ่มมั่นใจมากขึ้นว่า Daytona ไม่ใช่ของที่ซื้อมาแล้วราคาจะนิ่ง ๆ แต่เป็นของที่มีคนพร้อมซื้อจริงตลอดเวลา ถ้าประเมินราคาตลาดรองไว้ที่ประมาณ 24,000 ดอลลาร์ และใช้อัตราเฉลี่ยปี 2020 ของธนาคารแห่งประเทศไทยที่ 31.30 บาทต่อดอลลาร์ ราคาจะอยู่ราว 751,200 บาท เติบโตประมาณ +10.0% YoY (Year on Year)

ปี 2021

ปี 2021 คือปีที่ราคาของ Daytona White Dial เริ่มทะยานอย่างจริงจัง โดยข้อมูลจาก Monochrome อธิบายว่าราคาในตลาดรองของรุ่นนี้ไต่ขึ้นอย่างต่อเนื่องจนไปแตะระดับใกล้เคียงนาฬิกาทองบางรุ่นแล้ว ทั้งที่ตัว Daytona White Dial เป็นรุ่นสเตนเลส จุดนี้สะท้อนชัดมากว่าราคาของมันไม่ได้ขึ้นเพราะวัสดุ แต่ขึ้นเพราะดีมานด์ของตลาดล้วน ๆ ครับ

ถ้าแปลเป็นภาษาคนทั่วไป ปีนี้คือปีที่หลายคนเริ่มรู้สึกว่า Daytona แพงเกินราคาช้อปไปไกลมากแล้ว และคนที่ซื้อไว้ก่อนหน้าจะเริ่มเห็นกำไรบนกระดาษอย่างชัดเจน หากอิงระดับราคาประมาณ 26,000 ดอลลาร์ และใช้อัตราเฉลี่ยปี 2021 ของธนาคารแห่งประเทศไทยที่ 31.98 บาทต่อดอลลาร์ จะคิดเป็นเงินไทยประมาณ 831,480 บาท เติบโตประมาณ +10.7% YoY (Year on Year)

ปี 2022

ปี 2022 คือช่วงพีคของตลาดนาฬิกาหรูหลายรุ่น และ Daytona White Dial ก็เป็นหนึ่งในดาวเด่นของรอบนั้น WatchCharts ใช้ข้อมูลตลาดรองจริงในการติดตามราคา ส่วนข้อมูลจากตลาดอย่าง Chrono24 ก็สะท้อนว่าราคาของ Daytona ในช่วงพีคเคยขึ้นไปแตะระดับที่สูงมากเมื่อเทียบกับราคาเดิมในช้อป บางช่วงตลาด Daytona โดยรวมขึ้นไปอยู่ในโซนประมาณ 50,000 ดอลลาร์หรือมากกว่า ซึ่งถือว่าสูงมากสำหรับรุ่นสเตนเลส

ถ้าพูดแบบไม่ใช้ศัพท์การเงิน ปีนี้คือช่วงที่คนรู้สึกพร้อมกันว่า “Rolex บางเรือนขึ้นราคาแรงกว่าที่คิด” และ Daytona White Dial เป็นตัวอย่างสำคัญของภาพนั้น หากคิดจากระดับ 50,000 ดอลลาร์ และใช้อัตราเฉลี่ยปี 2022 ของธนาคารแห่งประเทศไทยที่ 35.07 บาทต่อดอลลาร์ ราคาจะอยู่ประมาณ 1,753,500 บาท เติบโตสูงถึง +110.9% YoY (Year on Year) ซึ่งทำให้เห็นชัดว่ามูลค่าตลาดรองของมันเคยขยับจากหลักหกแสนไปแตะเกือบหลักสองล้านได้ในเวลาไม่กี่ปี 

ปี 2023

หลังจากตลาดขึ้นแรงมากในปี 2022 ปี 2023 จึงเป็นปีของการปรับฐาน คำว่าปรับฐานแปลแบบง่าย ๆ คือ ราคาไม่ได้พุ่งต่อแบบเดิม แต่เริ่มย่อลงมาอยู่ในระดับที่สมเหตุสมผลมากขึ้น ไม่ได้แปลว่าของไม่ดีหรือคนไม่เอาแล้ว แต่เป็นการที่ตลาดเย็นลงหลังจากร้อนแรงเกินไปในช่วงก่อนหน้า

สำหรับ Daytona White Dial แม้ราคาจะย่อลงจากจุดสูงสุด แต่ยังอยู่สูงกว่าช่วงก่อนโควิดมาก หากอิงราคาเฉลี่ยประมาณ 35,500 ดอลลาร์ และใช้อัตราเฉลี่ยปี 2023 ของธนาคารแห่งประเทศไทยที่ 34.81 บาทต่อดอลลาร์ จะเท่ากับประมาณ 1,235,755 บาท คิดเป็น -29.5% YoY (Year on Year) นี่เป็นจุดสำคัญที่ช่วยอธิบายตลาดได้ดี เพราะแม้ราคาจะลงจากจุดพีค แต่ก็ยังไม่กลับไปที่ระดับ 6–8 แสนบาทเหมือนเมื่อหลายปีก่อน

ปี 2024

ปี 2024 เป็นปีที่ตลาดเริ่มนิ่งขึ้นมากกว่าเดิม ราคาของ Daytona White Dial ไม่ได้เหวี่ยงแรงเหมือนช่วงก่อนหน้า และตลาดเริ่มกลับมาให้ความสำคัญกับความนิยมจริงของรุ่น มากกว่าการไล่ซื้อเพราะกระแส ซึ่งเป็นเรื่องดี เพราะทำให้ราคาเริ่มสะท้อนอุปสงค์จริงมากขึ้น WatchCharts ยังชี้ว่ารุ่นนี้ยังอยู่ในกลุ่มที่มีความนิยมสูงและซื้อขายได้เร็วเมื่อเทียบกับนาฬิการุ่นอื่น ๆ ในตลาด

ถ้าคิดราคาในระดับประมาณ 30,000 ดอลลาร์ และใช้อัตราเฉลี่ยปี 2024 ของธนาคารแห่งประเทศไทยที่ 35.49 บาทต่อดอลลาร์ ราคาจะอยู่ราว 1,064,700 บาท คิดเป็น -13.8% YoY (Year on Year) ภาพรวมของปีนี้จึงไม่ใช่ปีแห่งการพุ่งแรง แต่เป็นปีที่ตลาดเริ่มหาจุดสมดุลใหม่ให้กับนาฬิกาเรือนนี้

ปี 2025

รายงานและข้อมูลล่าสุดของ WatchCharts สะท้อนว่ารุ่น 116500 ยังคงยืนราคาได้ค่อนข้างดีเมื่อเทียบกับช่วงก่อนหน้า โดยผลตอบแทน 5 ปีของรุ่นนี้ไม่ได้หวือหวาเหมือนช่วงพีคแล้ว แต่ก็ไม่ได้หลุดลงแรงแบบสินทรัพย์เก็งกำไรบางประเภท

ถ้าประเมินราคาไว้ในช่วงประมาณ 27,000–30,000 ดอลลาร์ และใช้อัตราอ้างอิงล่าสุดของธนาคารแห่งประเทศไทยที่ 32.831 บาทต่อดอลลาร์เพื่อแปลงให้เห็นภาพในหน่วยบาท จะได้ประมาณ 886,437–984,930 บาท คิดเป็น -12% YoY (Year on Year) ตัวเลขนี้ช่วยให้เห็นว่า แม้ตลาดจะผ่านช่วงพุ่งแรงไปแล้ว แต่ Daytona White Dial ก็ยังอยู่ในระดับราคาที่สูงกว่าจุดเริ่มต้นหลายปีมากอยู่ดี

ปี 2026

ข้อมูลล่าสุด ณ มีนาคม 2026 จาก WatchCharts ระบุว่า Rolex 116500 มีสถานะที่น่าสนใจมากในเชิงตลาดรอง คือขายได้เร็วกว่า 91% ของนาฬิกาทั้งตลาด ใช้เวลาขายเฉลี่ยเพียง 20 วันในเดือนกุมภาพันธ์ 2026 และมี 113 รายการขายในเดือนเดียว จนติดอันดับ top 1% ของตลาดโดยรวมในด้านความนิยม

ถ้าอธิบายแบบเข้าใจง่าย นี่หมายความว่า Daytona White Dial ไม่ได้เป็นแค่นาฬิกาที่มีราคา แต่เป็นนาฬิกาที่มีคนซื้อจริง และขายออกได้ค่อนข้างเร็ว ซึ่งสำคัญมากสำหรับคนที่มองมันเป็นสินทรัพย์ ปัจจุบันราคาในตลาดรองของ Daytona โดยเฉลี่ยอยู่ราว 31,000–34,000 ดอลลาร์สำหรับกลุ่ม Daytona และรุ่นยอดนิยมในสายเดียวกันยังอยู่แถว ๆ นี้ เมื่อแปลงด้วยอัตราอ้างอิงล่าสุด 32.831 บาทต่อดอลลาร์ จะคิดเป็นประมาณ 1,017,761–1,116,254 บาท คิดเป็นการเติบโตประมาณ +13.9% YoY (Year on Year)

ตารางสรุปราคาแบบเข้าใจง่าย

ปีราคาตลาดรองโดยประมาณ (USD)คิดเป็นเงินบาทโดยประมาณ% YoYภาพรวม
201820,000646,760 บาทเริ่มมีราคาขายต่อสูงกว่าป้ายชัดเจน
201922,000683,100 บาท+5.6%ตลาดเริ่มร้อนและ premium สูงขึ้น
202024,000751,200 บาท+10.0%โควิดไม่กดราคา กลับเริ่มเป็นขาขึ้น
202126,000831,480 บาท+10.7%ตลาดพุ่งแรงจากดีมานด์จริง
202250,0001,753,500 บาท+110.9%ช่วงพีคของตลาด
202335,5001,235,755 บาท-29.5%ปรับฐาน แต่ยังสูงกว่าก่อนโควิดมาก
202430,0001,064,700 บาท-13.8%ตลาดเริ่มนิ่งและหาสมดุล
202527,000–30,000886,437–984,930 บาท-12%ทรงตัวในระดับสูง
202631,000–34,0001,017,761–1,116,254 บาท+13.9%ยังเป็นรุ่นที่นิยมและขายเร็วมาก

ต้องบอกว่าตัวเลขแต่ละปีไม่ใช่ราคาป้ายจากช้อป แต่เป็นภาพรวมราคาตลาดรองในแต่ละช่วง จึงเหมาะกับการใช้วิเคราะห์มูลค่าและสภาพคล่องมากกว่า และถ้าดูตั้งแต่ปี 2018 ถึงปี 2026 จะเห็นชัดว่า Daytona White Dial เป็นรุ่นที่แม้จะผ่านช่วงพุ่งและช่วงย่อมาแล้ว แต่ราคายังยืนเหนือจุดเริ่มต้นเดิมอย่างมีนัยสำคัญ ถ้าเรานำราคาในปี 2018 ประมาณ 646,760 บาท มาเทียบกับปี 2026 ประมาณ 1,066,000 บาท จะเห็นภาพชัดมากว่า Daytona White Dial เติบโตเพิ่มขึ้นประมาณ +64.8% ในระยะเวลา 8 ปีครับ

2. นาฬิกา Rolex Daytona Green Dial (Ref. 116508-0013)

Rolex Daytona Green Dial หรือที่หลายคนเรียกกันว่า John Mayer Daytona ถือเป็นหนึ่งในเรือนที่มีเรื่องเล่า ชัดที่สุดในตลาด Rolex ยุคใหม่ เพราะจากเดิมที่เป็น Daytona ทองคำหน้าปัดสีเขียวซึ่งสวยและโดดเด่นอยู่แล้ว รุ่นนี้กลับถูกผลักให้กลายเป็นเรือนที่นักสะสมทั่วโลกต้องจับตามองมากขึ้น หลังถูกพูดถึงอย่างแพร่หลายในวงการสะสม จนจากนาฬิกาทองที่ดูเฉพาะกลุ่ม กลายเป็นเรือนที่มีความต้องการสูงในตลาดรองอย่างรวดเร็ว และในเวลาต่อมาก็ขึ้นไปแตะระดับราคาหลายล้านบาทได้จริงในตลาดซื้อขายมือสอง

เปรียบเทียบราคา นาฬิกา Rolex Daytona Green Dial (Ref. 116508-0013) ปี 2018 กับ 2026
เปรียบเทียบราคา นาฬิกา Rolex Daytona Green Dial (Ref. 116508-0013) ปี 2018 กับ 2026

จุดเด่นสำคัญของรุ่นนี้ไม่ได้อยู่แค่หน้าปัดสีเขียวกับตัวเรือนทองคำเท่านั้น แต่คือ พลังของความนิยม ในตลาดรอง เพราะราคาของมันไม่ได้โตแบบค่อยเป็นค่อยไปเหมือน Rolex หลายรุ่น แต่มีจังหวะของการพุ่งแรงมากเป็นพิเศษในช่วงปี 2021–2022 ก่อนจะค่อย ๆ ปรับฐานและทรงตัวในระดับที่ยังสูงกว่าจุดเริ่มต้นอยู่มาก นี่ทำให้ Daytona Green Dial เป็นรุ่นที่เหมาะมากสำหรับใช้ศึกษาว่า Rolex ที่มีแรงซื้อจริงในตลาดนักสะสม สามารถเติบโตได้ไกลแค่ไหนครับ

ปี 2018

ในปี 2018 Daytona Green Dial ยังไม่ได้เป็นกระแสหลักแบบที่เราเห็นในช่วงหลัง โดยข้อมูลจาก Wristcheck ระบุว่าในช่วงนั้นรุ่นนี้เคยซื้อขายกันต่ำกว่าราคาป้ายเสียด้วยซ้ำ หรืออยู่แถว ๆ ประมาณ 23,000 ดอลลาร์ ซึ่งหากใช้อัตราเฉลี่ยปี 2018 ราว 32.3134 บาทต่อดอลลาร์ จะคิดเป็นเงินไทยประมาณ 743,208 บาท เท่านั้น

ถ้าอธิบายแบบภาษาคนทั่วไป คือในเวลานั้นแม้รุ่นนี้จะสวยและโดดเด่น แต่ตลาดยังไม่ได้ให้มูลค่าเชิงนักสะสมแบบเต็มตัว คนยังไม่ได้แย่งกันซื้อเหมือนในภายหลัง จึงถือได้ว่าเป็นช่วงก่อนเกิดกระแส และเป็นปีฐานของการวิเคราะห์รุ่นนี้ครับ

ปี 2019

พอเข้าสู่ปี 2019 ราคาของ Daytona Green Dial เริ่มเปลี่ยนชัดขึ้น โดย Wristcheck ระบุว่าช่วงกลางปี 2019 รุ่นนี้ขยับขึ้นมาราว 38,000 ดอลลาร์ แล้ว หากแปลงด้วยอัตราเฉลี่ยปี 2019 ที่ 31.05 บาทต่อดอลลาร์ จะอยู่ที่ประมาณ 1,179,900 บาท

เมื่อเทียบกับปี 2018 ที่ประมาณ 743,208 บาท จะคิดเป็นการเติบโตประมาณ +58.8% YoY (Year on Year = เพิ่มขึ้นจากปีก่อน) ซึ่งถือว่าแรงมากสำหรับ Rolex ภายในเวลาเพียงปีเดียว จุดนี้สะท้อนว่าตลาดเริ่มมองเห็นศักยภาพของรุ่นนี้แล้ว และความนิยมเริ่มไม่ได้จำกัดอยู่แค่คนที่ชอบหน้าตา แต่ขยับไปเป็นความต้องการเชิงนักสะสมมากขึ้นด้วย

ปี 2020

ในปี 2020 ตลาดนาฬิกาหรูโดยรวมเริ่มได้รับแรงหนุนจากการที่ผู้คนมองหาสินทรัพย์ทางเลือกมากขึ้น และ Daytona Green Dial ก็ได้รับอานิสงส์นั้นอย่างชัดเจน แม้จะไม่มีตัวเลขบทความเจาะปี 2020 แบบตรง ๆ เท่าปี 2019 หรือจุดพีคปี 2022 แต่จาก historical trend ที่ WatchCharts ติดตามในรุ่น 116508-0013 และระดับราคาตลาดรองที่ไต่ขึ้นต่อเนื่อง ทำให้การประเมินราคากลางในปีนี้ที่ประมาณ 45,000 ดอลลาร์ ถือว่าสอดคล้องกับแนวโน้มในตลาดช่วงนั้น หากแปลงด้วยอัตราเฉลี่ยปี 2020 ที่ 31.30 บาทต่อดอลลาร์ จะอยู่ที่ประมาณ 1,408,500 บาท

เมื่อเทียบกับปี 2019 ตัวเลขนี้คิดเป็นการเติบโตประมาณ +19.4% YoY ถ้าอธิบายแบบเข้าใจง่ายก็คือ รุ่นนี้ไม่ได้ขึ้นเพราะกระแสชั่วคราวอีกต่อไป แต่เริ่มถูกซื้อเพราะคนเชื่อว่ามันจะโตต่อ และตรงนี้เองที่เป็นจุดเริ่มของการเร่งตัวในปีถัดมา

ปี 2021

ปี 2021 ถือเป็นปีที่ Daytona Green Dial เริ่มเปลี่ยนสถานะจากรุ่นฮิต มาเป็นรุ่นที่คนเริ่มกลัวพลาดอย่างจริงจัง โดยอ้างอิงแนวโน้มจาก WatchCharts และระดับราคาประกาศขายในตลาดช่วงหลัง ทำให้การประเมินราคากลางสำหรับปีนี้ที่ประมาณ 70,000 ดอลลาร์ เป็นตัวเลขที่ใช้ได้ในการวิเคราะห์ทิศทาง หากใช้อัตราเฉลี่ยปี 2021 ที่ 31.98 บาทต่อดอลลาร์ จะคิดเป็นเงินไทยประมาณ 2,238,600 บาท

เมื่อเทียบกับปี 2020 ราคานี้เติบโตประมาณ +58.9% YoY ซึ่งเป็นการขึ้นที่แรงมากอีกครั้ง ถ้าอธิบายแบบคนทั่วไป คือจากเรือนที่เคยซื้อขายต่ำกว่าล้านในปี 2018 ตอนนี้ขึ้นมาเกิน 2 ล้านบาทแล้วภายในไม่กี่ปี และนั่นคือเหตุผลที่รุ่นนี้เริ่มถูกพูดถึงในฐานะหนึ่งใน Rolex ที่โตแรงที่สุดอย่างจริงจัง

ปี 2022

ปี 2022 คือช่วงพีคของรุ่นนี้อย่างแท้จริง โดย Wristcheck ระบุชัดว่าราคาของ John Mayer Daytona เคยขึ้นไปแตะระดับ 126,000 ดอลลาร์ ในเดือนมีนาคม 2022 ซึ่งหากใช้อัตราเฉลี่ยปี 2022 ที่ 35.07 บาทต่อดอลลาร์ จะคิดเป็นเงินไทยประมาณ 4,418,820 บาท

เมื่อเทียบกับปี 2021 ที่ประมาณ 2,238,600 บาท เท่ากับเติบโตประมาณ +97.4% YoY หรือเกือบเพิ่มขึ้นเท่าตัวในปีเดียว ถ้าอธิบายแบบง่ายที่สุด นี่คือช่วงที่ตลาดให้นิยามรุ่นนี้ไม่ใช่แค่นาฬิกาหรู แต่เป็นสินทรัพย์เชิงสะสมเต็มตัว เพราะคนจำนวนมากพร้อมจ่ายหลักสี่ล้านบาทเพื่อให้ได้เรือนนี้ ซึ่งเป็นสิ่งที่แทบไม่มีใครคาดไว้ในช่วงปี 2018 เลยครับ

ปี 2023

หลังจากราคาพุ่งแรงมากในปี 2022 ตลาดจึงเริ่มเข้าสู่ช่วงปรับฐานในปี 2023 โดย WatchCharts Dispatch เดือนเมษายน 2023 อธิบายว่า John Mayer Daytona มีราคาตลาดอยู่ราว 72,000 ดอลลาร์ ในเวลานั้น แม้ว่าจะยังมีผู้ขายบางรายตั้งราคาสูงกว่านั้นมากก็ตาม ถ้าใช้อัตราเฉลี่ยปี 2023 ที่ 34.81 บาทต่อดอลลาร์ จะเท่ากับประมาณ 2,506,320 บาท

เมื่อเทียบกับปี 2022 ตัวเลขนี้คิดเป็น -43.3% YoY ซึ่งเป็นการลดลงแรงพอสมควร แต่ความสำคัญตรงนี้คือลดลงจากจุดพีค ไม่ได้หมายความว่ามูลค่าหายไปหมด เพราะถ้ามองย้อนกลับไปยังปี 2018–2021 ราคาปี 2023 ก็ยังสูงกว่าจุดเริ่มต้นอยู่มาก นี่คือภาพคลาสสิกของตลาดที่ร้อนเกินไปแล้วค่อยเย็นลงกลับเข้าสู่ระดับสมเหตุสมผลมากขึ้นครับ

ปี 2024

พอเข้าสู่ปี 2024 ตลาดของ John Mayer Daytona เริ่มนิ่งขึ้นมาก จากทั้งแนวโน้มบน WatchCharts และระดับประกาศขายใน Chrono24 ที่ส่วนใหญ่เริ่มอยู่ในช่วงประมาณ 2.5–3.0 ล้านบาท ทำให้การใช้ราคากลางแถว 78,000 ดอลลาร์ สำหรับการวิเคราะห์ถือว่าอยู่ในกรอบที่สมเหตุสมผล หากแปลงด้วยอัตราเฉลี่ยปี 2024 ที่ 35.49 บาทต่อดอลลาร์ จะอยู่ที่ประมาณ 2,768,220 บาท

เมื่อเทียบกับปี 2023 จะคิดเป็นการเติบโตประมาณ +10.5% YoY ภาพของปีนี้จึงไม่ใช่การพุ่งแรงแบบปี 2022 แต่เป็นปีที่รุ่นนี้เริ่มยืนราคาในระดับใหม่ได้ดีขึ้น และสะท้อนว่าหลังจากกระแสร้อนจัดผ่านไป ความต้องการจริงในตลาดยังคงมีอยู่พอจะพยุงราคาไว้ได้ครับ

ปี 2025

สำหรับปี 2025 ระดับราคาตลาดของ 116508-0013 เริ่มทรงตัวมากขึ้น โดยข้อมูลในตลาด WatchCharts Marketplace และประกาศขายใน Chrono24 สะท้อนว่าการซื้อขายอยู่ในช่วงประมาณ 70,000–73,000 ดอลลาร์ สำหรับเรือนสภาพดีพร้อมชุดเต็ม ทำให้การใช้ราคากลางที่ 73,000 ดอลลาร์ เป็นฐานวิเคราะห์ถือว่าเหมาะสม หากใช้อัตราอ้างอิงล่าสุดของธนาคารแห่งประเทศไทยที่ 32.831 บาทต่อดอลลาร์ จะเท่ากับประมาณ 2,396,663 บาท

เมื่อเทียบกับปี 2024 ตัวเลขนี้คิดเป็น -13.4% YoY ถ้าอธิบายแบบเข้าใจง่ายคือ ตลาดไม่ได้พุ่งต่อ แต่เริ่มพักตัวและคัดกรองแรงซื้อให้เหลือเฉพาะคนที่ต้องการจริง ซึ่งเป็นพฤติกรรมปกติของสินทรัพย์สะสมหลังผ่านช่วงเก็งกำไรร้อนแรงมาแล้ว

ปี 2026

ข้อมูลล่าสุดจาก WatchCharts ระบุว่า Rolex 116508-0013 Green Dial มี market price ที่ประมาณ 71,884 ดอลลาร์ ณ ปลายเดือนมีนาคม 2026 ถ้าแปลงด้วยอัตราอ้างอิงล่าสุด 32.831 บาทต่อดอลลาร์ จะอยู่ที่ประมาณ 2,359,695 บาท ขณะที่ระดับประกาศขายจริงบน Chrono24 Thailand ก็ยังเห็นได้ในช่วงประมาณ 2.4–2.65 ล้านบาทสำหรับเรือนสภาพดีและชุดครบ ซึ่งถือว่าสอดคล้องกับราคาตลาดโดยรวมครับ

เมื่อเทียบกับปี 2025 จะคิดเป็น -1.5% YoY ซึ่งหมายความว่าราคาแทบจะทรงตัวแล้ว ถ้าอธิบายแบบภาษาคนทั่วไปคือ John Mayer Daytona ในปี 2026 ไม่ได้เป็นเรือนที่พุ่งไม่หยุดอีกต่อไป แต่กลายเป็นเรือนที่ตลาดประเมินมูลค่าได้ชัดขึ้น อยู่ในระดับหลายล้านบาทอย่างค่อนข้างมั่นคง และยังสูงกว่าจุดเริ่มต้นปี 2018 แบบขาดลอยอยู่ดีครับ 

ตารางสรุปราคาแบบเข้าใจง่าย

ปีราคาตลาดรองโดยประมาณ (USD)คิดเป็นเงินบาทโดยประมาณ% YoYภาพรวม
201823,000743,208 บาทก่อนเกิดกระแส
201938,0001,179,900 บาท+58.8%ตลาดเริ่มหันมาสนใจ
202045,0001,408,500 บาท+19.4%เริ่มเป็นขาขึ้นจริง
202170,0002,238,600 บาท+58.9%พุ่งแรงจากดีมานด์จริง
2022126,0004,418,820 บาท+97.4%จุดพีคของตลาด
202372,0002,506,320 บาท-43.3%ปรับฐานแรงหลังพีค
202478,0002,768,220 บาท+10.5%เริ่มยืนราคา
202573,0002,396,663 บาท-13.4%ทรงตัวในระดับสูง
202671,8842,359,695 บาท-1.5%เสถียรมากขึ้น

ต้องบอกว่าตัวเลขแต่ละปีไม่ใช่ราคาป้ายจากช้อป แต่เป็นภาพรวมราคาตลาดรองในแต่ละช่วง จึงเหมาะกับการใช้วิเคราะห์มูลค่าและสภาพคล่องมากกว่า และถ้าดูตั้งแต่ปี 2018 ถึงปี 2026 จะเห็นชัดว่า Daytona Green Dial เป็นรุ่นที่แม้จะผ่านทั้งช่วงพุ่งแรงและช่วงปรับฐานมาแล้ว แต่ราคายังยืนเหนือจุดเริ่มต้นเดิมมาก ถ้าเรานำราคาในปี 2018 ประมาณ 743,208 บาท มาเทียบกับปี 2026 ประมาณ 2,359,695 บาท จะเห็นภาพชัดมากว่ารุ่นนี้เติบโตเพิ่มขึ้นประมาณ +217.5% ในระยะเวลา 8 ปี ครับ

3. นาฬิกา Rolex Day-Date Olive Green (Ref. 228235)

Rolex Day-Date 40 Olive Green เป็นอีกหนึ่งรุ่นที่น่าสนใจมาก เพราะต่างจาก Daytona ตรงที่มันไม่ได้เติบโตจากกระแสความสปอร์ตหรือความหายากในเชิง hype เป็นหลัก แต่เติบโตจากการเป็น Day-Date ซึ่งมีภาพลักษณ์ระดับผู้นำ หรือที่หลายคนเรียกกันว่า President’s Watch อยู่ก่อนแล้ว และเมื่อนำมาจับคู่กับตัวเรือน Everose Gold และหน้าปัด olive green ซึ่งเป็นสีที่โดดเด่นและได้รับความนิยมสูง จึงทำให้รุ่นนี้กลายเป็นหนึ่งใน Day-Date ที่ตลาดต้องการมากที่สุดรุ่นหนึ่งในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา

เปรียบเทียบราคา นาฬิกา Rolex Day-Date Olive Green (Ref. 228235) ปี 2018 กับ 2026
เปรียบเทียบราคา นาฬิกา Rolex Day-Date Olive Green (Ref. 228235) ปี 2018 กับ 2026

จุดเด่นของรุ่นนี้จึงไม่ใช่การพุ่งหวือหวาแบบ John Mayer Daytona แต่คือการเติบโตแบบมั่นคงกว่า และสะท้อนพฤติกรรมของกลุ่มลูกค้าที่มองหา Rolex สายหรูที่ใส่ได้จริง มีความเป็นทางการ และมีมูลค่าตลาดรองค่อนข้างชัด โดย Chrono24 ไทย เองก็เคยระบุว่า ณ เดือนมิถุนายน 2022 Day-Date 40 ref. 228235 olive green มีราคาตลาดอยู่ราว 78,500 ดอลลาร์ และคิดเป็นการเพิ่มมูลค่า 126% จากราคาเดิม ซึ่งเป็นข้อมูลที่ช่วยยืนยันได้ดีว่ารุ่นนี้ไม่ได้เป็นแค่เรือนสวย แต่เป็นเรือนที่ตลาดยอมจ่ายจริงครับ

ปี 2018

ในปี 2018 ถ้ามองจากระดับราคาตลาดรองของ Day-Date 40 ref. 228235 ที่มีการซื้อขายในตลาดมือสองปัจจุบันสำหรับเรือนผลิตปี 2018 จะอยู่ในช่วงประมาณ 1.60 ล้านบาทบน Chrono24 ไทย ขณะที่ถ้าแปลงกลับจากจุดอ้างอิงปี 2022 ที่ Chrono24 ไทยให้ไว้ว่า 78,500 ดอลลาร์คือการเพิ่มมูลค่า 126% จะตีความได้ว่าราคาตั้งต้นเดิมของรุ่นนี้อยู่ใกล้ระดับ 34,700 ดอลลาร์ ซึ่งเมื่อใช้อัตราเฉลี่ยปี 2018 ที่ 32.3134 บาทต่อดอลลาร์ จะคิดเป็นประมาณ 1,121,276 บาท

ถ้าอธิบายแบบง่าย ๆ คือในตอนนั้น Day-Date Olive Green ยังไม่ได้เป็นรุ่นที่ตลาดวิ่งตามหนักมาก แต่ก็มีสถานะเป็น Day-Date สายทองคำที่มีเสน่ห์เฉพาะตัวอยู่แล้ว จุดนี้จึงเหมาะใช้เป็นปีฐานของการวิเคราะห์รุ่นนี้ เพราะยังเป็นช่วงก่อนที่กระแส olive dial จะมาแรงอย่างชัดเจนครับ

ปี 2019

เข้าสู่ปี 2019 ราคาของรุ่นนี้เริ่มขยับขึ้นตามความนิยมของตัว olive dial และความแข็งแรงของตลาด Day-Date โดยการใช้ฐานประมาณ 37,000 ดอลลาร์ สำหรับปีนี้ถือว่าสอดคล้องกับ trajectory ก่อนกระโดดแรงในปี 2022 หากแปลงด้วยอัตราเฉลี่ยปี 2019 ที่ 31.05 บาทต่อดอลลาร์ จะได้ประมาณ 1,148,850 บาท

เมื่อเทียบกับปี 2018 ตัวเลขนี้คิดเป็นการเติบโตประมาณ +2.5% YoY ถือว่าเป็นการเพิ่มขึ้นแบบค่อยเป็นค่อยไป สไตล์เดียวกับ Day-Date หลายรุ่นในช่วงก่อนโควิด คือไม่ได้หวือหวา แต่เริ่มมีฐานราคาที่ค่อย ๆ สูงขึ้นจากความนิยมจริงของตลาด

ปี 2020

ปี 2020 เป็นปีที่ตลาดเริ่มหันมาสนใจนาฬิกาหรูในฐานะสินทรัพย์ทางเลือกมากขึ้น และ Day-Date Olive Green ก็ได้แรงหนุนจากตรงนี้ด้วย หากใช้ราคากลางประมาณ 42,000 ดอลลาร์ ซึ่งสอดคล้องกับเส้นทางการขึ้นสู่ระดับ 78,500 ดอลลาร์ในปี 2022 และแปลงด้วยอัตราเฉลี่ยปี 2020 ที่ 31.30 บาทต่อดอลลาร์ จะได้ประมาณ 1,314,600 บาท

เมื่อเทียบกับปี 2019 จะคิดเป็นการเติบโตประมาณ +14.4% YoY นี่เป็นจุดที่เริ่มเห็นแล้วว่ารุ่นนี้ไม่ได้โตช้าแบบเดิมอีกต่อไป แต่กำลังถูกยกระดับจาก Day-Date สวย ไปเป็น Day-Date ที่ตลาดต้องการจริงมากขึ้นเรื่อย ๆ

ปี 2021

พอเข้าสู่ปี 2021 แนวโน้มของ Day-Date Olive Green ชัดขึ้นว่าเป็นหนึ่งในรุ่นดาวเด่นของสาย Day-Date โดยข้อมูลบน WatchCharts และการประกาศขายในตลาดรองสำหรับเรือน olive dial ทำให้การใช้ราคากลางประมาณ 55,000 ดอลลาร์ สำหรับปีนี้ถือว่าสมเหตุสมผล หากใช้อัตราเฉลี่ยปี 2021 ที่ 31.98 บาทต่อดอลลาร์ จะคิดเป็นเงินไทยประมาณ 1,758,900 บาท

เมื่อเทียบกับปี 2020 ตัวเลขนี้คิดเป็นการเติบโตประมาณ +33.8% YoY  ปีนี้เป็นช่วงที่ Day-Date Olive Green เริ่มหลุดจากความเป็นนาฬิกาสายหรูธรรมดาไปเป็นเรือนที่ใครอยากได้ก็ต้องยอมจ่ายแพงขึ้นกว่าหลายปีก่อนอย่างชัดเจน

ปี 2022

ปี 2022 เป็นปีพีคของรุ่นนี้เช่นกัน โดยChrono24ไทย ระบุชัดว่า ณ มิถุนายน 2022 Day-Date 40 ref. 228235 Olive Green มีราคาอยู่ราว 78,500 ดอลลาร์ ซึ่งถ้าใช้อัตราเฉลี่ยปี 2022 ที่ 35.07 บาทต่อดอลลาร์ จะเท่ากับประมาณ 2,752,995 บาท

เมื่อเทียบกับปี 2021 ที่ 1,758,900 บาท เท่ากับเติบโตประมาณ +56.5% YoY ซึ่งถือว่าแรงมากสำหรับ Day-Date และเป็นหลักฐานสำคัญว่า olive green ไม่ได้เป็นแค่สีสวย แต่เป็น configuration ที่ตลาดยอมจ่ายจริง นั่นหมายความว่า รุ่นนี้ไม่ได้เป็นเพียง Day-Date ที่สวยหรือหรูเท่านั้น แต่เป็นรุ่นย่อยที่ตลาดต้องการจริง 

เพราะองค์ประกอบอย่างตัวเรือน Everose Gold คู่กับหน้าปัด Olive Green ได้รับความนิยมสูงกว่าหลายรุ่นในตระกูลเดียวกัน พูดง่าย ๆ คือ แม้จะเป็น Day-Date เหมือนกัน แต่ไม่ใช่ทุกแบบจะมีคนยอมจ่ายในราคาสูงเท่ารุ่นนี้ จึงทำให้ Day-Date Olive Green กลายเป็นหนึ่งในรุ่นที่ร้อนแรงที่สุดของตลาดในเวลานั้น

ปี 2023

หลังจากปี 2022 ตลาดทั้งอุตสาหกรรมเริ่มเย็นลง และ Day-Date Olive Green ก็เข้าสู่ช่วงปรับฐานเช่นกัน จากทั้ง WatchCharts และการประกาศขายจริงบน Chrono24 Thailand ที่ในปัจจุบันยังพบเรือนปี 2023 อยู่ราว 1.8–2.0 ล้านบาท ทำให้การใช้ราคากลางในปี 2023 ประมาณ 58,000 ดอลลาร์ ถือว่าอยู่ในกรอบที่สมเหตุสมผล หากใช้อัตราเฉลี่ยปี 2023 ที่ 34.81 บาทต่อดอลลาร์ จะได้ 2,019,000 บาทโดยประมาณ 

เมื่อเทียบกับปี 2022 จะคิดเป็น -26.7% YoY ภาพของปีนี้จึงคล้ายกับ Daytona คือราคาไม่ได้พุ่งต่อ แต่ย่อลงมาหลังจากตลาดร้อนเกินไป อย่างไรก็ตาม ถึงจะลดลงจากพีค แต่มันก็ยังยืนเหนือระดับก่อนโควิดชัดเจน และนั่นคือสิ่งที่ทำให้รุ่นนี้ยังดูแข็งแรงในเชิงโครงสร้างตลาดครับ

ปี 2024

ปี 2024 ตลาดของรุ่นนี้เริ่มนิ่งขึ้น และราคาบน Chrono24 Thailand สำหรับ olive green full set ปี 2024 อยู่ราว 2,037,852 บาท ซึ่งถ้าแปลงกลับเป็นดอลลาร์ด้วยอัตราเฉลี่ยปี 2024 ที่ 35.49 บาทต่อดอลลาร์ จะอยู่แถวประมาณ 57,421 ดอลลาร์

เมื่อเทียบกับปี 2023 ที่ราว 2,019,000 บาท จะเติบโตประมาณ +0.9% YoY นี่เป็นสัญญาณว่าตลาดเริ่มเข้าสู่ภาวะสมดุลแล้ว คือไม่ได้ร้อนแรงแบบปี 2022 และไม่ได้ย่อลงแรงแบบปี 2023 แต่เริ่มยืนราคาอยู่ในโซนใกล้เคียงเดิมได้ ซึ่งถือเป็นพฤติกรรมที่ดีของสินทรัพย์สะสมระยะยาวครับ

ปี 2025

สำหรับปี 2025 แม้รุ่น olive green จะไม่ได้มีตัวเลขบทความเชิงรายงานเฉพาะปีเหมือนจุดพีคปี 2022 แต่จากระดับประกาศขายของ 228235 ในตลาด Chrono24ไทย และข้อมูล market price ของรุ่นนี้บน WatchCharts ซึ่งอยู่แถว 50,700 ดอลลาร์ในปี 2026 ทำให้การใช้ราคากลางปี 2025 ที่ประมาณ 54,000 ดอลลาร์ ถือว่าอยู่ในกรอบที่สมเหตุสมผล หากใช้อัตราอ้างอิงล่าสุดของธนาคารแห่งประเทศไทยที่ 32.831 บาทต่อดอลลาร์ จะคิดเป็นประมาณ 1,772,874 บาท

เมื่อเทียบกับปี 2024 จะคิดเป็น -13.0% YoY ถ้าแปลแบบเข้าใจง่ายก็คือ ตลาดยังมีแรงกดให้ลดลงเล็กน้อยจากช่วงที่เคยร้อนแรง แต่ไม่ได้หลุดฐานจนเสียทรง เพราะในเชิงรุ่นและความนิยม Day-Date Olive Green ก็ยังถูกมองว่าเป็นหนึ่งในตัวเลือกที่เด่นที่สุดของสาย Day-Date อยู่ดีครับ

ปี 2026

ข้อมูลล่าสุดจาก WatchCharts ระบุว่า Rolex Day-Date 40 ref. 228235 มี market price อยู่ที่ประมาณ 50,704–50,797 ดอลลาร์ ณ ปลายเดือนมีนาคม 2026 ซึ่งถ้าใช้อัตราอ้างอิงล่าสุด 32.831 บาทต่อดอลลาร์ จะคิดเป็นเงินไทยประมาณ 1,664,676–1,667,730 บาท ขณะที่ตลาด Chrono24 Thailand ก็ยังพบประกาศขาย olive green dial อยู่ในช่วงประมาณ 1.73–2.04 ล้านบาท ขึ้นอยู่กับปีผลิต สภาพ และความครบของชุดอุปกรณ์

เมื่อเทียบกับปี 2025 ที่ประมาณ 1,772,874 บาท จะคิดเป็น -6.1% YoY ภาพของปี 2026 จึงชัดมากว่า Day-Date Olive Green ไม่ใช่รุ่นที่กำลังวิ่งแบบหวือหวาแล้ว แต่เป็นรุ่นที่อยู่ในช่วงประเมินมูลค่าได้ค่อนข้างชัดและยังรักษาระดับราคาหลายล้านบาทไว้ได้ค่อนข้างดีในฐานะ Day-Date สายหรูยอดนิยมของ Rolex

ตารางสรุปราคาแบบเข้าใจง่าย

ปีราคาตลาดรองโดยประมาณ (USD)คิดเป็นเงินบาทโดยประมาณ% YoYภาพรวม
201834,7001,121,276 บาทปีฐานก่อน olive dial ร้อนแรง
201937,0001,148,850 บาท+2.5%ค่อย ๆ ขยับขึ้น
202042,0001,314,600 บาท+14.4%เริ่มได้รับแรงซื้อชัด
202155,0001,758,900 บาท+33.8%เริ่มเร่งตัว
202278,5002,752,995 บาท+56.5%จุดพีคของรุ่น
202358,0002,019,000 บาท-26.7%ปรับฐาน
202457,4212,037,852 บาท+0.9%เริ่มนิ่ง
202554,0001,772,874 บาท-13.0%ทรงตัวในระดับสูง
202650,704–50,7971,667,730 บาท-6.1%ประเมินมูลค่าได้ชัดขึ้น

ต้องบอกว่าตัวเลขแต่ละปีของรุ่นนี้ก็ไม่ใช่ราคาป้ายจากช้อปเช่นกัน แต่เป็นภาพรวมราคาตลาดรองในแต่ละช่วง และถ้าดูตั้งแต่ปี 2018 ถึงปี 2026 จะเห็นชัดว่าแม้Day-Date Olive Green จะไม่ได้พุ่งแรงแบบ Daytona Green Dial แต่ก็ยังเติบโตได้ดีในระยะยาว

ถ้าเรานำราคาในปี 2018 ประมาณ 1,121,276 บาท มาเทียบกับปี 2026 ที่ประมาณ 1,666,000 บาท จะเห็นว่ารุ่นนี้เติบโตเพิ่มขึ้นประมาณ +48.6% ในระยะเวลา 8 ปี ซึ่งถือว่าแข็งแรงมากสำหรับนาฬิกาสายหรูที่เน้นความมั่นคงมากกว่าความหวือหวาครับ

สรุปภาพรวมของ Rolex ทั้ง 3 เรือน สามารถมองออกเป็น 3 คาแรกเตอร์

1. Rolex Daytona White Dial (Ref. 116500LN) 

เรือนนี้คือตัวแทนของตลาด Rolex มากที่สุด เพราะเป็นรุ่นที่คนรู้จักสูง ซื้อขายง่าย และมีสภาพคล่องดีมากในตลาดรอง จุดแข็งของมันคือความนิยมที่ต่อเนื่อง ไม่ได้ขึ้นเพราะกระแสอย่างเดียว แต่ขึ้นเพราะเป็นรุ่นที่มีคนต้องการจริงตลอดเวลา 

หากมองตั้งแต่ปี 2018 ถึงปี 2026 ราคาขยับจากประมาณ 646,760 บาท ไปอยู่ราว 1,066,000 บาท หรือเติบโตรวมประมาณ +64.8% แม้จะผ่านทั้งช่วงพุ่งแรงในปี 2022 และช่วงปรับฐานหลังจากนั้น แต่สุดท้ายราคาก็ยังยืนสูงกว่าจุดเริ่มต้นเดิมอย่างมีนัยสำคัญ เรือนนี้จึงเหมาะกับการมองในฐานะ Rolex ที่มั่นคง ขายง่าย และเป็นตัวเปรียบเทียบ (benchmark) ของตลาดครับ

2. Rolex Daytona Green Dial (Ref. 116508-0013)

เรือนนี้คือตัวพุ่งแรงที่สุด ในทั้ง 3 รุ่น เพราะมีทั้งความโดดเด่นด้านดีไซน์และแรงหนุนจากกระแสนักสะสมระดับโลก ทำให้การเติบโตของราคาหวือหวากว่าเรือนอื่นอย่างชัดเจน จากปี 2018 ที่อยู่ราว 743,208 บาท ขึ้นไปเป็นประมาณ 2,359,695 บาทในปี 2026 หรือเติบโตรวมประมาณ +217.5% 

แม้จะมีการปรับฐานแรงหลังจุดพีคในปี 2022 แต่ถ้ามองระยะยาวก็ยังถือว่าเป็นรุ่นที่สร้างผลตอบแทนสูงมาก จุดเด่นของเรือนนี้จึงไม่ใช่แค่ความหรู แต่คือการเป็น Rolex ที่ตลาดนักสะสมพร้อมจ่ายจริง และยอมให้มูลค่าสูงกว่ารุ่นทั่วไปมาก

3. Rolex Day-Date Olive Green (Ref. 228235)

เรือนนี้คือตัวแทนของสาย Luxury ที่โตแบบนิ่งกว่า ไม่ได้หวือหวาเท่า Daytona Green แต่ก็ไม่ได้อิงกระแสระยะสั้นมากนัก ความน่าสนใจของรุ่นนี้อยู่ที่การเป็น Day-Date ที่ลงตัวมาก ทั้งตัวเรือน Everose Gold และหน้าปัด Olive Green จนกลายเป็นหนึ่งในรุ่นที่ตลาดต้องการจริงในกลุ่ม Day-Date 

จากปี 2018 ที่ราว 1,121,276 บาท ไปอยู่ประมาณ 1,666,000 บาทในปี 2026 หรือเติบโตรวมประมาณ +48.6% ภาพรวมของรุ่นนี้จึงเหมาะกับคำว่าหรู มั่นคง และยังมีมูลค่าในระยะยาวมากกว่าจะเป็นรุ่นที่ราคาวิ่งแรงแบบสายเก็งกำไร

ถ้ามองภาพรวมจากข้อมูลย้อนหลังทั้ง 3 รุ่น จะเห็นชัดว่า Rolex ไม่ได้เป็นเพียงนาฬิกาหรู แต่เป็นสินทรัพย์ที่มีพฤติกรรมแตกต่างกันในแต่ละรุ่นอย่างชัดเจน โดย Daytona White Dial ทำหน้าที่เหมือนตัวแทนของตลาดที่สะท้อนทั้ง Demand และสภาพคล่องได้ดีที่สุด ขณะที่ Daytona Green Dial แสดงให้เห็นศักยภาพของการเติบโตแบบก้าวกระโดดจากกระแสนักสะสม และ Day-Date Olive Green เป็นตัวอย่างของความหรูที่เติบโตแบบมั่นคงในระยะยาว

สิ่งที่เหมือนกันของทั้ง 3 เรือนคือ แม้ราคาจะผ่านช่วงพุ่งแรงและปรับฐานมาแล้ว แต่สุดท้ายยังไม่กลับไปจุดเริ่มต้นเดิม ซึ่งเป็นลักษณะสำคัญของสินทรัพย์ที่มีความต้องการจริงในตลาด ไม่ได้ขับเคลื่อนด้วยกระแสเพียงอย่างเดียว

ดังนั้น หากมอง Rolex ในมุมของการถือครองระยะยาว จะเห็นว่ามันไม่ได้แข่งขันกับนาฬิกาทั่วไป แต่กำลังแข่งขันกับสินทรัพย์ประเภทอื่น ไม่ว่าจะเป็นทองคำ หุ้น หรืออสังหาริมทรัพย์ และในหลายช่วงเวลา Rolex บางรุ่นสามารถสร้างผลตอบแทนที่สูงกว่าเงินเฟ้อได้อย่างมีนัยสำคัญ ท้ายที่สุด การเลือกถือ Rolex ไม่ได้มีคำตอบเดียวว่ารุ่นไหนดีที่สุดแต่ขึ้นอยู่กับเป้าหมายของผู้ถือครองครับ

หลังจากเห็นตัวเลขย้อนหลังของ นาฬิกา Rolex ทั้ง 3 รุ่น สิ่งที่หลายคนเริ่มตั้งคำถามคือ ถ้าถือ Rolex ไว้จริง ๆ มันชนะเงินเฟ้อได้ไหม? ก่อนจะตอบคำถามนี้ ต้องเข้าใจก่อนว่าเงินเฟ้อ คืออะไร พูดง่าย ๆ คือ มูลค่าของเงินลดลงตามเวลา เช่น เงิน 1 ล้านบาทในวันนี้ อาจซื้อของได้น้อยลงในอีก 5–10 ปีข้างหน้า

ดังนั้น ถ้าสินทรัพย์ใด มูลค่าเพิ่มขึ้นเร็วกว่าความเร็วของเงินเฟ้อ สินทรัพย์นั้นจึงถือว่ารักษามูลค่าเงินได้ หรือในบางกรณีคือ สร้างผลตอบแทนจริง

ในช่วง 8 ปีที่ผ่านมา อัตราเงินเฟ้อเฉลี่ยของไทยอยู่ประมาณ 1–3% ต่อปี ลองนำตัวเลขนี้มาเทียบกับ Rolex รุ่นที่เรายกตัวอย่างมา

  • Daytona White Dial โตเฉลี่ย ~7–8% ต่อปี
  • Daytona Green Dial บางช่วงโตเกิน 20–50% ต่อปี
  • Day-Date Olive Green โตเฉลี่ย ~5–7% ต่อปี

จะเห็นว่าในภาพรวม Rolex ทั้ง 3 รุ่น ชนะเงินเฟ้ออย่างชัดเจน แม้จะมีบางปีที่ราคาปรับลง แต่ในระยะยาว มูลค่ายังเติบโตเหนือเงินเฟ้ออยู่ดี

เปรียบเทียบราคา นาฬิกา Rolex 3 รุ่น ปี 2018 กับ 2026
เปรียบเทียบราคา นาฬิกา Rolex 3 รุ่น ปี 2018 กับ 2026

ถ้าเทียบกับสินทรัพย์อื่น โดยเอา Rolex ไปเทียบกับการลงทุนทั่วไป จะเห็นภาพชัดขึ้น อย่าง เงินฝาก / พันธบัตร ผลตอบแทนเฉลี่ย 1–2% ต่อปี เรียกว่าแทบไม่ชนะเงินเฟ้อ ทองคำ ผลตอบแทนระยะยาวประมาณ 3–6% ต่อปี มีความใกล้เคียง Rolex บางรุ่น หุ้น (SET / Global)  เฉลี่ยประมาณ 6–10% ต่อปี สูงกว่า Rolex บางรุ่น แต่มีความผันผวนสูง และ อสังหาริมทรัพย์ ประมาณ 3–7% ต่อปี (ไม่รวมค่าเช่า) คล้าย Day-Date

แต่หนึ่งสิ่งที่ Rolex มีข้อได้เปรียบที่น่าสนใจคือ มันไม่ใช่แค่สินทรัพย์ แต่เป็นของที่ใช้ได้จริง คุณสามารถใส่ ใช้งาน และสร้างภาพลักษณ์ไปพร้อมกับการถือครองมูลค่า ในขณะที่สินทรัพย์อื่น เช่น หุ้น หรือทอง ไม่สามารถสร้างประโยชน์ในชีวิตประจำวันได้แบบเดียวกัน

ทำให้ Rolex ไม่ใช่สินทรัพย์ที่ให้ผลตอบแทนสูงที่สุด แต่เป็นสินทรัพย์ที่มีความบาลานซ์มาก ชนะเงินเฟ้อ มีสภาพคล่อง (โดยเฉพาะรุ่นยอดนิยม) ใช้งานได้จริง และมีโอกาสเติบโตในระยะยาว แต่อย่างไรแม้ข้อมูลในบทความนี้จะสะท้อนให้เห็นว่า Rolex หลายรุ่นสามารถเพิ่มมูลค่าได้ในระยะยาว แต่ต้องเข้าใจว่า ไม่ใช่นาฬิกา Rolex ทุกรุ่นจะมีราคาดีหรือเติบโตในลักษณะเดียวกัน

มูลค่าของนาฬิกาในตลาดรองขึ้นอยู่กับหลายปัจจัย เช่น รุ่น (Reference), ความนิยมในตลาด (Demand), ความหายาก (Scarcity), สภาพสินค้า รวมถึงจังหวะของตลาดในแต่ละช่วงเวลา โดยเฉพาะรุ่นยอดนิยมอย่าง Daytona หรือ Day-Date บาง configuration เท่านั้น ที่มีการซื้อขายต่อเนื่องและสามารถสะท้อนมูลค่าได้ชัดเจน

นอกจากนี้ ราคาที่แสดงในบทความเป็นราคาตลาดรองโดยประมาณ ซึ่งอาจแตกต่างจากราคาซื้อขายจริงในแต่ละกรณี และอาจมีการเปลี่ยนแปลงได้ตามสภาพตลาดและอัตราแลกเปลี่ยน

ดังนั้น การพิจารณานาฬิกา Rolex ในฐานะสินทรัพย์ ควรดูเป็นรายรุ่น และอ้างอิงข้อมูลตลาดจริงประกอบเสมอ ไม่ควรสรุปภาพรวมว่า Rolex ทุกเรือนจะสามารถสร้างผลตอบแทนได้เท่ากันครับ

หากดูจากพฤติกรรมราคาของทั้ง 3 รุ่น จะเห็นภาพที่ค่อนข้างชัดว่า ตลาด Rolex ในปัจจุบันไม่ได้อยู่ในช่วงเก็งกำไรเหมือนปี 2021–2022 อีกต่อไป แต่กำลังอยู่ในช่วงที่เรียกว่าเสถียรมากขึ้น เพราะราคาไม่ได้พุ่งแรงแบบผิดปกติ แต่ก็ไม่ได้ปรับลดลงจนเสียโครงสร้างครับ

สิ่งที่สำคัญคือ แม้จะผ่านการปรับฐานมาแล้ว ราคาของนาฬิกาทั้ง 3 รุ่นยังคงยืนอยู่ในระดับที่สูงกว่าช่วงก่อนโควิด ซึ่งสะท้อนว่า Demand ในตลาดยังมีอยู่จริง และไม่ได้หายไปหลังจากกระแสจบลง

ในมุมของการลงทุน นี่ถือเป็นสัญญาณที่แตกต่างจากช่วงก่อนหน้าอย่างชัดเจน เพราะในช่วงที่ราคาพุ่งแรง การเข้าซื้ออาจมีความเสี่ยงจากการซื้อในจุดสูง แต่ในปี 2026 ตลาดกลับเข้าสู่ระดับที่สามารถประเมินมูลค่าได้มากขึ้น และมีความใกล้เคียงกับ Demand จริงของผู้ซื้อในตลาด

หากอธิบายให้เข้าใจง่าย ปี 2022 คือช่วงที่คนซื้อเพราะกลัวพลาด แต่ปี 2026 คือช่วงที่คนซื้อเพราะอยากได้จริง และนี่คือจุดที่ทำให้ Rolex ยังคงน่าสนใจในฐานะสินทรัพย์ เพราะราคาที่เห็นในปัจจุบันไม่ได้ถูกขับเคลื่อนด้วยกระแสระยะสั้นเพียงอย่างเดียว แต่สะท้อนถึงความต้องการในระยะยาวมากขึ้นครับ

อย่างไรก็ตาม ต้องเข้าใจว่าการลงทุนใน Rolex ไม่ใช่การลงทุนแบบระยะสั้นเพื่อเก็งกำไรเหมือนในช่วงพีคที่ผ่านมา แต่เหมาะกับการถือครองในระยะกลางถึงยาว โดยเลือกรุ่นที่มี Demand ชัดเจน มีการซื้อขายจริงในตลาด และสามารถรักษามูลค่าได้แม้ในช่วงที่ตลาดปรับตัว

สรุปได้ว่า ในปี 2026 Rolex อาจไม่ใช่สินทรัพย์ที่ขึ้นแรงที่สุดอีกต่อไป แต่ยังคงเป็นสินทรัพย์ที่รักษามูลค่าและมีโอกาสเติบโตในระยะยาวได้อย่างมีเสถียรภาพ และนั่นคือเหตุผลที่ Rolex ยังคงถูกมองว่าเป็นหนึ่งใน Luxury Asset ที่น่าจับตามอง แม้จะผ่านช่วงกระแสร้อนแรงมาแล้วก็ตามครับ

แต่อย่างไรก็ตามข้อมูลราคาและการวิเคราะห์ทั้งหมดในบทความนี้อ้างอิงจากราคาตลาดรอง (Secondary Market) ในช่วงเวลาที่มีการรวบรวมข้อมูล โดยใช้แหล่งข้อมูลจากแพลตฟอร์มซื้อขายนาฬิกาและเว็บไซต์วิเคราะห์ตลาด เช่น WatchCharts, Chrono24 และแหล่งข้อมูลอ้างอิงอื่น ๆ ซึ่งตัวเลขราคาเป็นค่าเฉลี่ยโดยประมาณเพื่อใช้ในการวิเคราะห์แนวโน้มเท่านั้น

ราคานาฬิกาในตลาดจริงอาจแตกต่างกันได้ตามหลายปัจจัย เช่น สภาพสินค้า (Condition), อุปกรณ์ครบหรือไม่ (Box & Papers), ปีผลิต, ความต้องการในช่วงเวลานั้น รวมถึงปัจจัยด้านอัตราแลกเปลี่ยน

นอกจากนี้ ผลตอบแทนในอดีตไม่ได้เป็นการรับประกันผลตอบแทนในอนาคต การลงทุนในสินทรัพย์ประเภทนาฬิกาหรูยังคงมีความเสี่ยง และควรพิจารณาข้อมูลอย่างรอบคอบก่อนตัดสินใจ บทความนี้จัดทำขึ้นเพื่อให้ข้อมูลและการวิเคราะห์เชิงแนวโน้มเท่านั้น ไม่ได้มีวัตถุประสงค์เพื่อเป็นคำแนะนำในการลงทุนโดยตรง

จากข้อมูลทั้งหมดจะเห็นชัดว่า Rolex ไม่ได้เป็นเพียงนาฬิกาที่ใส่เพื่อภาพลักษณ์เท่านั้น แต่เป็นสินทรัพย์ที่มีมูลค่าจริงในตลาด และสามารถเปลี่ยนเป็นเงินสดได้ในเวลาที่ต้องการ โดยเฉพาะรุ่นยอดนิยมที่มีการซื้อขายต่อเนื่องในตลาดรอง ซึ่งสะท้อนราคาที่คนยอมจ่ายจริง ไม่ใช่แค่ราคาป้ายหน้าร้านครับ

ในหลายสถานการณ์ เจ้าของนาฬิกาอาจไม่ได้ต้องการขายขาด แต่ต้องการเปลี่ยนสินทรัพย์ให้เป็นเงินทุนหมุนเวียนชั่วคราวไม่ว่าจะเพื่อใช้ในธุรกิจ หรือจัดการสภาพคล่องทางการเงินส่วนบุคคล และนี่คือจุดที่บริการขายฝากเข้ามามีบทบาท

เพราะต่างจากการขายทั่วไป การขายฝากทำให้คุณสามารถนำ Rolex ไปเปลี่ยนเป็นเงินสดได้ โดยยังคงมีสิทธิ์ไถ่ถอนกลับคืนในภายหลัง ซึ่งเหมาะอย่างยิ่งกับสินทรัพย์อย่าง Rolex ที่มีมูลค่าและมีแนวโน้มเติบโตในระยะยาว และสำหรับนาฬิกาหรู โดยเฉพาะ Rolex การเลือกผู้ให้บริการที่เข้าใจราคาตลาดจริงเป็นเรื่องสำคัญมาก เพราะจะส่งผลโดยตรงต่อวงเงินที่คุณจะได้รับ

ทาง Brandname Money จึงเข้ามาตอบโจทย์ในจุดนี้ ด้วยการประเมินราคาตามตลาดจริงของนาฬิกาแต่ละรุ่น ไม่ใช่ยึดแค่ราคาป้ายหรือกรอบวงเงินแบบโรงรับจำนำทั่วไป ทำให้คุณสามารถเปลี่ยน Rolex ในมือ ให้กลายเป็นเงินก้อนใหญ่ได้ ในขณะที่ยังคงมีสิทธิ์นำเรือนเดิมกลับคืน 

เราให้บริการภายใต้อัตราดอกเบี้ยถูกต้องตามกฎหมาย เพียง 1.25% ต่อเดือน พร้อมความโปร่งใสเรื่องยอดเงิน ไม่มีค่าใช้จ่ายแอบแฝง เพื่อให้ลูกค้าได้รับวงเงินจริงเต็มจำนวนตามที่ประเมินครับ

ด้านกระบวนการทำงาน เราประเมินสินทรัพย์โดยผู้เชี่ยวชาญที่มีประสบการณ์ในตลาดนาฬิกาหรูโดยตรง ใช้ข้อมูลตลาดรองประกอบการพิจารณา และโอนเงินภายใน 1 ชั่วโมงหลังเซ็นสัญญา เพื่อให้ลูกค้าเข้าถึงสภาพคล่องได้อย่างรวดเร็ว 

เรื่องความปลอดภัยคือหัวใจสำคัญ สินทรัพย์ทุกชิ้นจัดเก็บในตู้นิรภัยมาตรฐานสากล (International Standard Vaults) จัดเก็บในห้องนิรภัยแบบ 1:1 (Safe Room) พร้อมมาตรฐานความปลอดภัยระดับสูง และการควบคุมการเข้าถึงอย่างเข้มงว  ดูแลเสมือนทรัพย์สินของเราเอง พร้อมระบบเทคโนโลยีที่ช่วยให้ลูกค้าติดตามสถานะได้แบบเรียลไทม์ มีการแจ้งเตือนครบถ้วน ไม่ต้องกังวลเรื่องกำหนดชำระ

นาฬิกา Rolex ไม่ได้แค่ใส่… แต่เปลี่ยนเป็นเงินได้ ทำไมต้องเลือก Brandname Money
นาฬิกา Rolex ไม่ได้แค่ใส่… แต่เปลี่ยนเป็นเงินได้ ทำไมต้องเลือก Brandname Money

ดังนั้น Rolex ในมือคุณ จึงไม่ได้เป็นแค่ของสะสมหรือเครื่องประดับ แต่เป็นสินทรัพย์ที่พร้อมเปลี่ยนเป็นเงินสดได้ และในจังหวะที่คุณต้องการสภาพคล่อง การเลือกพาร์ทเนอร์ที่เข้าใจมูลค่าของมันจริง ๆ อาจเป็นความแตกต่างระหว่างได้เงินพอใช้กับได้เงินเต็มศักยภาพของนาฬิกาเรือนนั้นครับ 

หวังว่าบทความ ย้อนดูราคา นาฬิกา Rolex 5 ปีหลังสุด มูลค่าเพิ่มขึ้นแค่ไหน? ปี 2026 ยังน่าลงทุนอยู่ไหม จะเป็นประโยชน์กับทุกท่านไม่มากก็น้อยนะครับ เพราะนาฬิกาแบรนด์เนมไม่ได้เป็นเพียงเครื่องบอกเวลา แต่เป็นสินทรัพย์ที่มีมูลค่า มีตลาดรองรองรับ และมีดีมานด์จากนักสะสมทั่วโลก แบรนด์ระดับ Rolex, Patek Philippe, Audemars Piguet หรือ Richard Mille จึงไม่ได้ถูกมองแค่ในฐานะของใช้ แต่ถูกจัดอยู่ในกลุ่มสินทรัพย์ที่สามารถเปลี่ยนเป็นสภาพคล่องได้เมื่อจำเป็น

หากคุณกำลังมองหาทางเลือกในการ ขายฝากนาฬิกา โดยไม่ต้องขายขาด Brandname Money คือทางเลือกที่ออกแบบมาเพื่อสินทรัพย์ระดับ Luxury โดยเฉพาะ สินทรัพย์ที่มีมูลค่าสูง ควรได้รับการดูแลในระดับเดียวกัน  และเมื่อถึงวันที่คุณต้องการสภาพคล่อง คุณควรเลือกผู้ให้บริการที่มีตัวเลขชัด ระบบชัด และความน่าเชื่อถือชัดเจน เพราะสำหรับ ยี่ห้อนาฬิกาที่จำนำได้ มูลค่าไม่ได้อยู่แค่ที่แบรนด์ แต่อยู่ที่มาตรฐานของผู้ดูแลด้วยครับ 

หากคุณสนใจเรื่องสินเชื่อและการขายฝากสินค้าแบรนด์เนมเพิ่มเติม สามารถเลือกอ่านบทความอื่น ๆ จาก Brandname Money เพิ่มเติมได้เลยครับ เพราะสินทรัพย์ที่มีมูลค่า ควรได้รับข้อมูลที่มีมาตรฐานเช่นกัน และการตัดสินใจทางการเงินที่ดี เริ่มต้นจากความเข้าใจที่ถูกต้องเสมอครับ

Source: [1] [2] [3] [4] [5] [6] [7] [8] [9] [10]

ไม่จริง ขึ้นเฉพาะรุ่นที่ตลาดต้องการสูง

A: สามารถรับจำนำได้ แต่ราคาประเมินจะต่ำกว่านาฬิกาที่มี Full Set เพราะกล่องและใบรับประกันมีผลต่อมูลค่าตลาด

A: สามารถทำได้ โดยจะประเมินวงเงินตามสภาพจริงของนาฬิกา และค่าใช้จ่ายในการซ่อมแซม

A: อัตราดอกเบี้ยจะเป็นไปตามกฎหมาย และขึ้นอยู่กับระยะเวลาของสัญญา

 A: โดยปกติใช้เวลาไม่นาน สามารถประเมินเบื้องต้นจากรูปได้ และหากนำเข้าประเมินจริง ใช้เวลาไม่นานก็ทราบวงเงิน

A: โดยทั่วไปอยู่ประมาณ 60–80% ของราคามือสอง ขึ้นอยู่กับรุ่นและสภาพ

สนใจติดต่อสอบถามหรือ ให้เราประเมินราคาขายฝากเบื้องต้นได้ที่

เพราะสินทรัพย์ที่มีมูลค่า ควรได้รับข้อมูลที่มีมาตรฐานเช่นกัน และการตัดสินใจทางการเงินที่ดี เริ่มต้นจากความเข้าใจที่ถูกต้องเสมอครับ

*เงื่อนไขเป็นไปตามที่บริษัทฯ กําหนด